กรุงเก่าแบบ ๓๖๐ องศา บนหอพิสัยศัลลักษณ์
posted on 08 Mar 2010 20:14 by sara-patt in MeeSara
วันนี้จะพาเที่ยวอยุธยาแบบ ๓๖๐ องศา เอาแบบสบายๆ สไตล์กรุงเก่า
ซะหน่อย จะเริ่มและสิ้นสุดที่พระราชวังจันทรเกษมที่เดียว จุดเดียว
แบบรอบทิศทาง
(ภาพอาจยาวทิ่มหู ทิ่มตาไปบ้าง ขออภัย)
ขณะนี้เรากำลังยืนอยู่บนยอดหอคอยที่มีชื่อว่า...หอพิสัยศัลลักษณ์
ภายในพระราชวังจันทรเกษม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พระราชวังแห่งนี้คือ "วังหน้า" สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างมาตั้งแต่รัชสมัย
สมเด็จพระมหาธรรมราชา เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ในคราวที่ทรงเสด็จมาประทับ ณ กรุงศรีอยุธยา พระราชวังแห่งนี้เดิมเรียกว่า
วังจันทรตามชื่อที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรที่เมืองพิษณุโลก
ในสมัยต่อๆมาถูกเรียกขานว่า พระราชวังบวรสถานมงคล
ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ประทับสำหรับพระมหาอุปราช ซึ่งหมายถึง
เจ้าฟ้าที่จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไปนั่นเอง ดังนั้น เวลาต่อมา
ผู้ที่ได้ประทับอยู่ ณ พระราชวังนี้ จึงมีตำแหน่งเป็น "กรมพระราชวังบวรสถานมงคล"
สืบต่อมา
ทว่า...ใครๆก็รู้ ว่ากรุงศรีอยุธยาล่มสลายลงเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐
พระราชวังบวรสถานมงคลแห่งนี้ ก็พลอยย่อยยับดังสูญไปด้วย ซ้ำในสมัยที่สถาปนา
กรุงเทพฯใหม่ๆ มีการรื้ออิฐจากอยุธยา รวมทั้งที่พระราชวังแห่งนี้ไปสร้างกรุงเทพฯด้วย
ดังนั้นบริเวณนี้จึงแทบไม่เหลือเค้าเดิม ชาวบ้านก็เข้ามาเพราะปลูกทำไร่ ทำสวน
ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงได้มีการบูรณะพระราชวังแห่งนี้สำหรับเป็นที่ประทับในคราว
เสด็จประราชดำเนินมาทอดกฐินที่อยุธยา แต่ก็สร้างไม่ทันสำเร็จดี ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน
มาถึงสมัยพระพุทธเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิรูปการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล
ทรงเลือกพระราชวังจันทรเกษมเป็นที่ทำการมณฑลกรุงเก่าในพ.ศ.๒๔๓๘
และโปรดเกล้าให้บูรณะอาคารต่างๆ ภายในบริเวณนี้ทำเป็นสถานที่บริหารงานราชการ
ของมณฑลและทรงเสด็จมาเปิดที่ทำการกรุงเก่าแห่งนี้ในปีรุ่งขึ้น
สถานที่นี้ใช้เป็นที่ทำการมณฑลมายาวนาน กระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕
พระราชวังจันทรเกษมก็เปลี่ยนบทบาทเป็นสถานที่ต่างๆ จนในปัจจุบันนี้เป็น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระราชวังจันทรเกษม อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
รวบรวมศิลปวัตถุที่ขุดค้นพบได้จากในพื้นที่เมืองอยุธยา ซึ่งบางส่วนได้ถูกแบ่งไป
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมือง
พระนครศรีอยุธยา
มาดูกันซิว่า เมื่อเราขึ้นมาอยู่บนนี้แล้ว เราจะเห็นอะไรบ้าง
๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว

หมู่พระที่นั่งพิมานรัตยา
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดฯให้สร้างขึ้นบนฐานอาคารเก่าสมัยอยุธยา
แต่สร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ พอถึงคราวจะจัดตั้งมณฑลกรุงเก่า จึงต้องปรับปรุง
อาคารนี้ให้เป็นที่ทำงานของข้าหลวงมณฑลกรุงเก่า
พระที่นั่งพลับพลาจตุรมุข ถูกใช้เป็นที่ว่าการกรมการเมืองเป็นอาคารไม้
มีมุขยื่น ๔ ด้าน เรือกจัตุรมุข ภายในอาคารมีพระแทนนพเศวตฉัตรด้วย
ปัจจุบันจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยรัชกาลที่ ๔

อาคารที่ทำการภาค สร้างขึั้นสมัยรัชกาลที่ ๖ ปัจจุบันใช้เป็นอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุ
ที่พบในละแวกเมืองกรุงเก่า

โรงม้าพระที่นั่ง แต่เดิมนั้นพระยาโบราณราชธานินทร์ข้าหลวงเทศาภิบาล
ได้นำของโบราณที่พบในท้องที่เมืองกรุงเก่ามาเก็บรวบรวมทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้
ทั้งๆที่สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีใครใคร่รู้จักคำว่าพิพิธภัณฑ์กันซักเท่าไรเลย
ที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มแรกของการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง
ระยะแรกเรียกว่าโบราณพิพิธภัณฑ์
มองข้ามไป ไกลๆนู๊น คือตลาดหัวรอ ตลาดบกประจำมณฑลกรุงเก่า
เดิมเป็นห้องแถวไม้สองชั้น อายุกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว จะเรียกว่าตลาด ๑๐๐ ปีด้วยก็เชิญ
เพียงแต่ เมื่อราว พ.ศ.๒๕๐๐ มีการปรับปรุงห้องแถวไม้ ให้เป็นตึกแถวเสียแทน
บรรยากาศเลยไม่เก่าเท่าที่ควร แต่ชีวิตในตลาดนั้น รับรองได้ว่าเก่า-แก่ มากๆ
ไว้ให้ผมมาเล่าเรื่องตลาดหัวรออีกเต็มๆ ในโอกาศต่อไป
ขยับมาทาง หน้าพระราชวังจันทรเกษม แม่น้ำสายนี้้ที่ถูกต้องควรเป็นแม่น้ำลพบุรี
(ไม่ใช่แม่น้ำป่าสัก) ฟากฝั่งนู๊นที่มีวัดตั้งอยู่นั้น เป็นพื้นที่ที่มีเป็นสภาพทางกายภาพเป็นเกาะ
เรียกว่าเกาะลอย ปัจจุบันเกาะนี้ยังไม่มีสะพานข้ามไป ดังนั้น ธรรมชาติและวิถีชีวิตของคน
ที่นั่น จึงยังอนุรักษ์ไว้ได้อย่างมีชีวิตชีวา บนเกาะนั้นมีวัดตั้งอยู่ใกล้ๆกันถึงสองวัดคือ
วัดมณฑปที่เห็นอยู่นี้ กับอีกวัดหนึ่งคือวัดแค
สมัยมณฑลกรุงเก่า ที่หน้าวัดมณฑปจะเต็มไปด้วยเรือนแพจอดอยู่แน่นขนัด
เป็นตลาดน้ำที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว แต่ละแพขายของเครื่องใช้ต่างๆ
เป็นร้านค้าริมน้ำเพราะคนสมัยก่อนใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำ
การมีแพอยู่ริมแม่น้ำสมัยนั้น เสมือนมีบ้านอยู่ริมถนนในสมัยนี้นั่นเอง
ย่านนี้จะมีโรงสีข้าวเต็มไปหมด สมัยก่อนธุรกิจค้าข้าวเฟื่องฟู แต่ปัจจุบัน...หงิก เลย

ขยับออกมานิดหนึ่งเริ่มปวดหัว ไม่รู้ตึกรามบ้านช่องอะไรมันเยอะนัก
สมัยก่อนตรงนี้มีสถานที่ราชการสำคัญคือ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ,
ศาลแขวง ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม หอทะเบียนที่ดิน สมัยนั้นเริ่มมีการออกโฉนดแจก
จ่ายแก่ประชาชน ซึ่งอาคารที่กล่าวมานี้ มองไม่เห็น เนื่องจากอาคารที่พักของที่ทำการ
ไปรษณีย์บังเสียหมด
แต่ในส่วนที่เห็นเป็นอาคารสูงใหญ่สีขาว ทอดยาว ราวกับเขื่อนข้างหลังนู๊นคือ
อาคารส่วนหนึ่งของ โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ที่สร้างสมัยรัชกาลที่ ๖
จอมสุรางค์แปลว่า "ยอดหญิง" อุปถัมภ์ก็มีความหมายคือๆ กันกับ "ค้ำจุน"
ยอดหญิงพระองค์นั้น คือ สมเด็จพระศรีพัชรินทร์ (พระพันปีหลวง)
สมเด็จพระราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นโรงเรียนสตรีล้วน !!!
ถัดมาหน่อย...หลังพระราชวังจันทรเกษมนี่เอง
สมัยก่อนเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า
ปัจจุบันคือโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เดิมเป็นโรงเรียนชายล้วน
ซึ่งย้า่ยไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ ใจกลางเมืองอยุธยา ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.๒๕๐๐
โรงเรียนแห่งนี้สร้างบุคคลสำคัญของประเทศถึงสองคนคือ ท่านปรีดี พนมยงค์
และท่านหลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เป็นโรงเรียนอยุธยาอนุสรณ์ ด้านหลังโรงเรียนมองเห็นเจดีย์องค์สีทอง
นั่นคือ วัดเสนาสนาราม เป็นพระอารามหลวงที่บูรณะในรัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
(รัชกาลที่ ๔ ) พระองค์ทรงหมายมั่นจะให้เป็นพระอารามประจำพระราชวังจันทรเกษม
ส่วนเบื้องหลังไกลริบนั้นเป็นตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา มองเห็นพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์
กอปรด้วยวัดพระศรีสรรเพชญที่แลเห็นยอดเจดีย์สามองค์อยู่ริบๆ (อยู่เบื้องขวาของต้นตาล)
เห็นยอดพระปรางค์วัดราชบูรณะ ถัดไปไกลหน่อยเป็นยอดพระปรางค์วัดพระราม
ถ้าสายตาดีๆ หรือมีกล้องส่องทางไกลเจ๋งๆหน่อย จะมองเห็นวัดโบราณต่างๆในอยุธยา
ได้อย่างสบายเลย...ถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น
ช่วงนี้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมในกลูเกิ้ลไปพลางก่อน ไว้มีโอกาสผมจะตามอธิบายต่อไป
ใครอยากมาสัมผัสบรรยากาศแบบ ๓๖๐ องศา สไตล์กรุงเ่ก่า แบบนี้เชิญแวะมาเที่ยวชมได้ที่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดวัน พุธ-อาทิตย์
ค่าเข้าชมท่านละ ๑๐ บาท